อ้าปากเป็นต้องภาษาอังกฤษ

เคล็ดลับที่ 7

พูดภาษาอังกฤษทันที ทุกที่ ทุกเวลา ที่มีโอกาส

ผมจะเล่าประสบการณ์ที่ผมใช้ความพยายามที่จะพูดภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติโดยไม่เลือกสถานที่ เวลา จะมีทั้งประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ตรงหน้าอกบ้างเมื่อได้ยินคำตอบจากคนที่เราทัก ในทางตรงกันข้าม ผมก็ได้รับประสบการณ์ดีๆในครั้งอื่นๆเช่นกัน ติดตามบางตอนที่ผมจดจำได้แม่นและนำมาฝากกันครับ



1. บนรถเมล์สาทรไปสวนลุมพินี

ผมได้ขึ้นรถเมล์สายหนึ่งจากถนนประมวญ มุ่งหน้าไปสวนลุมพินี บังเอิญมีชาวต่างชาติชายและหญิงขึ้นมาสองคนด้วย ผมถามเขาครับว่า

“Where are you going to?” [คุณจะไปไหนกันหน่ะ] 

เขาตอบว่า

“We are going to Lumpini boxing stadium” [จะไปสนามมวยลุมพินีกันหน่ะ] 

ผมดีใจมากเลยครับที่เขาตอบคำถามของผมและพูดคุยกันตลอดระยะทางจนถึงป้ายรถเมล์ที่หน้าสนามมวยลุมพินี

2. ฝรั่งส่ายหัวใส่เมื่อเจอผมทัก

อีกหนึ่งประสบการณ์ครับ วันนั้นผมได้ไปเดินเล่นอยู่บริเวณทางเท้าหน้าแถวๆห้างโรบินสันสาขาสีลมครับ เช่นเคยครับ ผมเห็นฝรั่งเป็นชายวัยค่อนข้างมากแล้วครับ เขากำลังเดินอยู่บนทางเท้ามุ่งหน้าไปยังถนนสุรวงศ์ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกันกับผมครับ ผมจึงถามเขาไปว่า

“Hello!, where are you going to?” 

ผิดความคาดหมายครับ ผมได้รับการตอบปฎิเสธอย่างเบ็ดเสร็จด้วยประโยคเดียวจากฝรั่งคนนั้นครับ เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงปนความรำคาญพร้อมกับเดินก้มหน้าส่ายหัวไปมาว่า

“NO NO NO NO NO NO…” 

อย่างดังและถี่มากครับ ครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้รับประสบการณ์ที่ค่อนข้างจะหน้าเสียนิดๆครับ แต่ผมกลับมาคิดดูอีกครั้งว่าทำไมเขาถึงไม่อยากคุยกับเรา อาจเป็นได้ว่า

[1] เขาอาจเป็นฝรั่งที่มาจากประเทศที่มีความเป็นส่วนตัวสูง ไม่ค่อยพูดจากับใครๆโดยเฉพาะคนที่ไม่รู้จักมักจี่มาก่อน

[2] เขาอาจคิดว่าผมเป็นแท๊กซี่หรือสามล้อที่กำลังเดินหาลูกค้าอยู่กระมัง และเขาก็ไม่ต้องการขึ้นมันซะด้วยในช่วงเวลานาทีนั้นหน่ะ

ทั้ง 2 ข้อข้างบนที่ผมตั้งสมมุตติฐานเอาเองนั้น ได้ก่อความน่ารำคาญให้กับเขา ผมจึงได้ยินคำว่า “NO NO NO…” เข้าไปยังรูโสตประสาททั้งสองข้างอย่างแรงและรัวกันเลยทีเดียวเชียวครับ

เฮ้อ! ก็จะให้ได้รับแต่ประสบการณ์ด้านบวกอย่างเดียวซะทุกครั้งไป คงจะไม่มีที่ไหนในโลกใบนี้หรอกนะ ฮึฮึ

3. เขาบอกว่า"เงียบไปเลยไอ้น้อง"

เหตุบนรถเมล์อีกสักรอบครับ ขณะที่ยืนโหนรถเมล์สายหนึ่งมุ่งหน้าจากถนนสีลมไปพระโขนง ผมยืนอยู่ตรงทางขึ้นด้านหลังรถครับ วันนั้นเป็นช่วงหน้าร้อนและเป็นเวลากลางวันที่แดดจัดมากครับ เรียกว่าแดดเปรี๊ยงๆกันเลยทีเดียวว่างั้นเถ่อะ และแล้วคู่สนทนาของผมก็ได้ขึ้นรถเมล์ด้านหลังที่ผมยืนอยู่พอดิบพอดีลยครับ ผมไม่รอช้าเลยครับ รีบเปล่งเสียงโพร่งถามออกไปทันทีด้วยประโยคหากินประโยคเดิมๆครับ

“Where are you going sir?”

ท่านผู้อ่านลองเดาดูสิครับว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรกันครับ ดีหรือแย่ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้รับคำตอบเป็นภาษาไทยจากปากฝรั่งครับ


“ไม่ต้องพูด เงียบไปเลย” 

เขาพูดประโยคนี้ออกมาครับ พร้อมกับเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปาดเหงื่อบนหน้าผากที่มีผมค่อนข้างน้อยของเขาครับ ครั้งนี้เล่นเอาผมยืนจุกหน้าอก หน้าแดงพล่านไปนานหลายป้ายรถเมล์พอสมควรกันเลยครับ ก็แหม อากาศก็ร้อนแสนจะร้อน ที่นั่งก็ไม่มี แถมยังมีจะคนมาถามโน่น นี่ นั่น ให้กวนใจอีก ก็เลยจัดมาให้ผมซะหนึ่งดอกเต็มๆ ครับ ฮา ฮา ….

4. บนรถทัวร์สายกรุงเทพฯ-ระนอ

วันนั้นผมนั่งอยู่บนรถสายกรุงเทพฯ-ระนองครับ ขณะที่รถกำลังจะออกจากสถานีขนส่งสายใต้ มีชายชาวต่างชาติผิวสีคนหนึ่งเดินขึ้นมา ผมจึงรีบบอกเขาว่า

“You can take this seat, it’s available”.

“Thank you” 

เขาตอบพร้อมนั่งลงติดกันกับผมแต่โดยดีครับ

หนุ่มผิวสีเป็นชาวแคเมอรูน มาทำงานเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนในจังหวัดสุราฎษร์ธานีครับ วันนั้นผมได้พูดทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสและก็ภาษามือด้วยครับ ช่างเป็นประสบการณ์การเรียนการใช้ภาษาตามวิถีของผมอีกครั้งหนึ่งครับ เมื่อถึงสี่แยกปฐมพร จังหวัดชุมพร เราต้องแยกกันทางกันตรงแยกนี้ครับ เพราะเขาต้องลงเพื่อต่อรถคันอื่นไปสุราษฏร์ฯ ส่วนผมนั่งต่อไประนองครับ

5. ทักฝรั่งในห้องบริจาคโลหิต

ช่วงที่ผมอายุประมาณยี่สิบเอ็ดยี่สองปี ผมจับได้ใบแดง ทอ. ผลัด 1 ครับ ได้มาเป็นทหารเกณฑ์อยู่กองร้อยย่านดอนเมืองครับ กองร้อยนี้เป็นหน่วยสนับสนุนการรบครับ หลังจากฝึกการใช้อาวุธและเรียนหลักสูตรพลพยาบาลเบื้องต้นเสร็จ ทหารต้องเข้าไปช่วยงานในโรงพยาบาลภูมิพลครับ

วันหนึ่งขณะที่ผมนั่งอยู่ในห้องรับบริจาคเลือดก็มีฝรั่งสาวเข้ามาบริจาคโลหิตให้กับโรงพยาบาลครับ ผมก็ทักทายเธอเป็นภาษาอังกฤษครับ ด้วยความที่เราอยากฝึกพูดอยู่แล้วครับ และเขาก็เห็นว่าเราเป็นเจ้าบ้าน เจ้าของพื้นที่ว่างั้นเถอะ หล่อนก็เลยคุยกับเราด้วยดี คุณเชื่อไหมหลังจากที่ผมได้รู้จักเธอแล้ว ต่อมาเธอได้แนะนำให้รู้จักคนอื่นซึ่งทำงานอยู่ที่เดียวกันเธออีกหลายคนครับ ซึ่งก็เป็นการพัฒนาภาษาโดยไม่ต้องเข้าห้องเรียนอีกครอสหนึ่งเลยหล่ะครับ แล้วคุณหล่ะเริ่มทักทายใครบ้างแล้วหรือยังครับ

6. เข้าโบสคริตส์ย่านสุขุมวิท

ผลสืบเนื่องจากที่ได้รู้จักคุณ Debbie Vike ที่โรงพยาบาลภูมิพล ต่อมาเธอนัดผมไปพบที่โบสคริตส์ต่างๆหลายแห่งครับแต่ละแห่งก็จะมีทั้งคนไทยและฝรั่งมาร่วมเข้าโบสด้วยกัน สถานที่เหล่านี้ทำให้ผมได้มีประสบการณ์ ความรู้ ได้เพื่อนใหม่ ๆ โดยเฉพาะใด้ใช้ภาษาอังกฤษกับชีวิตประจำวันจริงๆ สื่อสารกันจริงๆ ทำให้ผมคิดว่าเป็นการลงทุนด้านเวลาไปกับเรียนลักษณะนี้ที่เกิดผลคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพอย่างมากครับ

7. พูดคุยสอบถามเพื่อนชาวพม่า(ความรู้ระดับปริญญา)

เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เรายังไม่เปิดรับแรงงานจากต่างชาติเข้ามาทำงานในบ้านเราอย่างทุกวันนี้ ฉะนั้นเพื่อนร่วมงานชาวพม่าที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี้ จะเป็นผู้ที่มีความรู้ระดับวิทยาลัย มหาวิทยาลัย พูดภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยม

มีอยู่ช่วงชีวิตหนึ่งที่ผมทำงานเป็นร้านอาหารหรูของชาวพม่าที่มาเปิดร้านอาหารพม่าในท้ายซอยระหว่างสุขุมวิท11 กับ 15 ครับ ชื่อร้านอาหาร “มัณฑเลย์”[ Mandalay ] ครับ เมนูอาหารที่ขึ้นชื่อก็มีเช่น แกงกุ้งแม่น้ำอิรวดี ข้าวซอย+น้ำยาชนิดต่างๆ ส่วนข้าวก็จะเป็นข้าวสวยเหมือนของไทยเรา แต่จะมีข้าวที่หุงพิเศษอีกอย่างหนึ่งที่มันและหอมน่ารับประทานมาก ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ เขาเรียกว่า ข้าวมันกระทิอะไรประมาณแหล่ะครับ เขาหุงด้วยการใส่กระทิมะพร้าวและหัวหอมลงไปด้วย คลุกให้เข้ากัน ข้าวที่หุงเสร็จแล้วจะเป็นข้าวแลดูเป็นมันๆครับ

ในร้านจะมีทั้งพนักงานที่เป็นคนไทยและชาวพม่าที่มีความรู้ระดับปริญญามาทำงานครับ ณ ที่แห่งนี้ ผมได้พัฒนาภาษาอังกฤษไปได้มากโขทีเดียวครับ เนื่องจากเพื่อนร่วมงานก็พูดภาษาอังกฤษ ลูกค้าก็มีทั้งคนไทยคนฝรั่งปะปนกันไป ได้พูดได้ฟังทุกวันก็ทำให้เริ่มกระดิกขึ้นทีละเล็กละน้อยครับ

ผมได้ศัพท์หลักๆมาเช่น condiment ซึ่งเป็นเครื่องพวงมี น้ำพริกเผา(chili paste) พริกป่น(chili power) น้ำปลา(fish sauce) น้ำตาล(sugar) น้ำส้มสายชู(vinegar) เหล่านี้จะถูกใส่ใว้ในภาชนะเล็กๆ คล้ายๆเครื่องพวงปรุงก๋วยเตี๋ยวบ้านเรานั่นแหล่ะครับ มีขนมหวานด้วยนะครับ จะเป็น สาคูน้ำกระทิ(sago) เหล่านี้เป็นต้น ถ้าเราเปิดดิกชันนารีดูก็จะพบว่า condiment = a substance such as salt or ketchup that is used to add flavor to food ครับ

ประเพณีของชาวพม่าดั้งเดิมจะใช้มือทานข้าว ร้านนี้เมื่อเราเสิร์ทอาหารแล้วเสร็จและลูกค้าอิ่มเรียบร้อยแล้ว เราจะมีชามพลาสติกสีดำใส่น้ำเปล่า(Plain water)พร้อมกับดอกมะลิ (Jasmine) สำหรับให้ลูกค้าใช้ล้างมือด้วยการจุ่มมือลงไปในชามครับ ทำเป็นพิธีแค่นั้นครับ เพราะว่าลูกค้าไม่ใด้ใช้มือทานข้าวครับ มือจึงไม่ได้เปรอะเปื้อนอะไร แต่มีลูกค้าหลายรายที่เผลอดื่มน้ำเข้าไป เพราะคิดว่าเป็นน้ำดื่มครับ(Drinking water) แบบนี้ถือว่าเป็นความไม่รอบคอบของพวกผมที่เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารแล้วหล่ะครับ เพราะว่าบอกลูกค้าไม่ทัน ฮิฮิ

ในที่นี้เองที่ผมได้ฝึกภาษาอังกฤษและหัดค้นหาความหมายของศัพท์ภาษาอังกฤษจากหนังสือพิมพ์ เพราะว่าทางร้านรับหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษด้วย กอปรกับร้านเปิดช่วงเที่ยง(lunch)และเย็น(dinner) ผมจึงมีเวลาช่วงพักตอนบ่ายและช่วงนี้เองที่ผมหาศัพท์และจดคำแปลลงบนหนังสือพิมพ์

8. ขายประกันชีวิตให้กับฝรั่ง(First insurance selling to expatiate customer)

ผมมีโอกาสได้ทำงานเสริมด้วยการขายประกันชีวิต ย้อนหลังไปเมื่อยี่สิบกว่าปีโน้นนะครับ เรื่องมีอยู่ว่าผมได้นามบัตรของฝรั่งมาคนหนึ่งที่เขามีภรรยาเป็นคนไทยและเปิดโรงงานผลิตอะไหล่รถยนต์แถวๆ ถนนเทพารักษ์ครับ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อ Mr.Rene Kraine ครับ ผมได้นั่งรถสองแถวไปจนพบโรงงานและได้เข้าไปเสนอขายกรมธรรม์ประกันชีวิตให้กับเขาครับ ขายกันแบบลูกทุ่งครับ ไม่มีการนัดหมาย ไม่มีทักษะการพูดอะไรมากมาย เพียงแต่เชื่ออยู่อย่างเดียวว่า เราพอพูดภาษาอังกฤษได้บ้างเท่านั้นเองครับ

คุณเรเน่ เป็นชาวสวิสเซอร์แลนด์ครับ รูปร่างค่อนข้างอ้วนและเป็นคนใจดีครับ วันนั้นเขาเขียนเช็ค (Cheuqe) ในการทำประกันชีวิตให้ลูกสาวเขาเป็นเงิน 7,000 บาทครับ เงินจำนวนนี้เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยนะครับ แคทเทอร์รีน คือชื่อลูกสาวของเขาครับ ผมจำได้แม่นไม่เคยลืมเลยครับว่าในชีวิตของผมครั้งนั้นกับความคิดเพียงว่า “เราพูดภาษาอังกฤษได้” ทำให้เรามั่นใจที่จะออกไปผจญกับสิ่งมันยากและบางครั้งมันกลับกลายเป็นง่ายครับ ซึ่งจริงๆแล้วภาษาอังกฤษของผมก็ไม่ได้ดีเด่อะไรเลย แต่ที่เราพูดได้และทำได้เป็นเพราะปัจจัยหลายๆอย่างมาบรรจบกันพอดีครับ คือ

1. ความเชื่อ เชื่อที่ว่าเราพูดภาษาอังกฤษได้
2. ความมั่นใจ มั่นใจว่าเราพูดภาษาอังกฤษได้
3. ความคิดที่ว่า เราขายได้ เพราะประกันสิ่งที่ดีมีประโยชน์ ฝรั่งน่าจะมองเห็นข้อดีของการทำประกัน
ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
4. ผมได้รับไฟแห่งการต่อสู้เพื่อความสำเร็จเข้าไปเต็มอก เพราะว่าก่อนหน้านั้นหนึ่งวันผมได้เข้ารับฟังการบรรยายคุณประโยชน์ของการประกันภัย(insurance) ประกันชีวิต(life insurance) ที่โรงแรมนารายณ์ ตั้งอยู่บนถนนสีลม บรรยายโดยคุณชาญวิทย์ เมธาชัยวุฒิ(Chanvit Mathachaivut) ซึ่งขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งผู้จัดการภาคของบริษัทเอไอเอ ประกันชีวิต(AIA life Insurance company)

เรื่องที่จุดประกายไฟที่รุกโชติช่วงในหัวอกของผมตอนนั้นคือ เรื่องเล่า “ลูกนกอินทรีย์ในฝูงลูกไก่” ไข่ลูกนกอินทรีย์หนึ่งฟองที่ฟักออกมาเป็นตัวรวมอยู่กับลูกเจี๊ยบ ลูกนกอินทรีย์สำคัญว่าตัวมันเองก็คือลูกไก่ตัวหนึ่งที่อยู่ในเล้าเดียวกันกับตัวอื่นๆ มีแม่ไก่เป็นแม่แท้ๆของมันเอง ชีวิตวันๆหนึ่งคือออกไปคุ้ยเขี่ยหาอาหารกับแม่ไก่และลูกไก่ตามประสาของไก่ โดยที่มันไม่เคยได้หัดบินเยี่ยงนกแต่อย่างใดซักครั้งเดียวเลย

แต่แล้ววันหนึ่งขณะที่พวกมันกำลังคุ้ยเขี่ยหาอาหารตามพื้นดินกินกันอยู่นั้น ได้มีพญานกอินทรีย์ตัวหนึ่งบินผ่านฝูงของพวกมันไป แม่ไก่เห็นท่าไม่ดีจึงเรียกบรรดาลูกเจี๊ยบทั้งหมดเข้าไปซุกอยู่ใต้ปีกของมัน เหตุการณ์วันนั้นเริ่มทำให้เจ้าลูกนกอินทรีย์ตัวจริงที่หลงอยู่ในครอบครัวลูกไก่คิดขึ้นมาว่า

เอ! เมื่อวานนี้เราเห็นตัวอะไรหนอที่บินอยู่บนท้องฟ้านั้นหน่ะ ทำไมมันช่างสง่างามเสียจริงๆ ทั้งบินได้สูง รวดเร็ว สวยงาม เราอยากจะทำอย่างนั้นได้บ้างเราจะเริ่มอย่างไรดีหล่ะ

เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วมันจึงปรึกษากับแม่ไก่และลูกไก่ดูว่า พวกเราอยากเป็นอย่างเจ้าตัวเมื่อวานนี้ไหม(พญานกอินทรีย์) ตัวที่บินอยู่บนท้องฟ้าสูงริบๆเลยหน่ะ เท่านั้นแหล่ะ เจ้าลูกนกอินทรีย์ฝากฟักในลังไก่พูดยังไม่ทันจบดี บรรดาพี่น้องลูกเจี๊ยบเล้าเดียวกันรวมทั้งแม่ไก่ด้วย ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

"หยุดเพ้อเจ้อได้แล้ว ฝันกลางวันอยู่หรือเปล่าเนี่ยะ(day dream) ไอ้ตัวที่เราเห็นเมื่อวานนั้นหน่ะมันคือพญานกอินทรีย์ มันถึงได้บินเก่ง บินสูง ไปไหนมาไหนได้สุดขอบฟ้าเลย มันเกิดมาเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว (Born to be "พยาอินทรีย์") มันเป็นคุณสมบัติที่ติดตัวของมันมาตั้งแต่เกิด นกอินทรีย์ก็คือนกอินทรีย์ แต่เรามันเป็นเพียงแค่ลูกไก่ ยังไงๆเสียเราก็เป็นลูกไก่อยู่วันยังค่ำนั่นแหล่ะ ไปๆ ไปคุ้ยเขี่ยหาเศษอาหาร หามด ปลวก หาหนอนกินกันต่อดีกว่า"


เมื่อลูกไก่คุยกันจบต่างก็ออกไปคุ้ยเขี่ยดินกันตามเช่นชีวิตปกติประจำวันของพวกมัน และอยู่ต่อมาๆ เมื่อเวลาผ่านไป เจ้าลูกนกอินทรีย์ก็ตายจากโลกใบนี้ไปโดยที่มันไม่เคยได้รับรู้เลยว่าแท้จริงแล้วมันเป็นอะไรกันแน่ มันมีศักยภาพในตัวมันแค่ไหน มันไม่เคยได้หัดบินเลยสักครั้งเดียว ด้วยเพราะความเชื่อและสิ่งแวดล้อมที่ว่า “เรามันเป็นแค่ลูกไก่ ยังไงๆเสียเราก็เป็นลูกไก่อยู่วันยังค่ำ” นั่นเอง

ผมได้ฟังเรื่องนี้แล้ว ทำให้ผมคิดว่า ไม่ว่าผมจะเป็นอะไรอยู่ก็ช่าง ณ ขณะนั้น แต่ผมจะต้องหัดบิน ฝึกฝน อดทน ต่อสู้ ด้วยความเชื่อที่ว่า ผมอาจเป็นลูกนกอินทรีย์ตัวหนึ่งที่รอวันพิสูจน์ตัวเองเพื่อไปสู่ความสำเร็จในชีวิต

9. คุยกับเพื่อนบนรถเมล์

เพื่อนผมคนนี้ได้กลับมาจาการทำงานในเรือสำราญที่ชื่อว่าเรือ เป็นเวลาหลายปีครับ เมื่อเจอกับเพื่อนคนนี้เราจะคุยกันเป็นภาษาอังกฤษครับ แม้กระทั่งบนรถเมล์ที่มีคนอยู่มากมายเราก็จะคุยกันเป็นภาษาอังกฤษเสมือนเราคุยกันเป็นภาษาไทยครับวันนั้นพวกผมได้นั่งแถวหน้าที่เป็นแถวยาวๆครับเวลาคุยกันทุกคนก็มองมาที่พวกผมครับ เราสองคนก็ไม่ได้แคร์อะไรครับ เพราะทำงานกับฝรั่งมา พูดกันเป็นประจำอยู่แล้วครับ

10. บุกบ้านฝรั่งที่มาแต่งงานกับเพื่อนบ้านที่ต่างจังหวัด

เคสนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดขอนแก่นครับ อำเภอสีชมพู พวกผมเดินทางไปเที่ยวกันครับ แต่มีน้องคนหนึ่งในกลุ่มของผมซึ่งเป็นคนพื้นที่ เขาได้พาผมไปเยี่ยมเพื่อนบ้านของเขาคนหนึ่งที่แต่งงานกับชาวต่างชาติและมาใช้ชีวิตในเมืองไทยเราครับ รายนี้ทำเอาพวกผมต้องรีบเผ่นแนบออกกันมาเลยครับ เพราะว่าพอเราเดินผ่านรั้วบ้านแค่นั้นแหล่ะภรรยาเขาก็บอกว่า เขา(สามีฝรั่งของเธอ)ไม่ชอบให้ใครมายุ่มย่าม ผมได้แค่ยิงคำถามไปหนึ่งประโยคแค่นั้นเองว่า “Where are you from?” ก็ยังดีครับที่เขายังอุตส่าห์ตอบมาว่า “From England” ก็คงจะจริงของเธอแหล่ะครับ เพราะ sense มันบอกว่า บ้านนี้ต้องการอยู่กันตามลำพังเงียบๆจริง พวกมึงอย่ามายุ่งกับกรู เฮ่อะ ๆ

11. ทำเป็นฟอร์มซื้อของเพื่อคุยกับฝรั่ง

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่อำเภอบ้านบึงครับ ขณะที่ผมถีบจักรยานออกกำลังกายไปตามถนนอยู่แถวตลาดบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ผมเหลือบไปเห็นฝรั่งคนหนึ่งนั่งดื่มเบียร์อยู่หน้าร้านขายของชำซึ่งอยู่ริมถนน ผมถีบจักรยานผ่านไปและย้อนกลับมาที่ร้านนั้นพร้อมกับสั่งนมกล่องและขนมปังมานั่งทานอยู่ใกล้ๆกับฝรั่งคนนั้น คุยกันไปมาจึงทราบว่าเขาเป็นชาวเนเธอร์แลนด์ครับ(Netherlands/Holland) เขามาพักผ่อนกับเพื่อนที่เป็นคนไทยเป็นเวลาสองสัปดาห์ วันนั้นเขาออกมาดื่มเบียร์คนเดียว

เขายังบอกด้วยว่าที่บ้านเขานิยมใช้จักรยานกัน เพราะไม่ต้องเสียค่าน้ำมัน เขาแปลกใจมากว่าทำไมในเมืองไทยมีคนใช้รถจักรยานยนต์กันเยอะมาก “I see many people here ride motorcycle, particularly, young men” มันช่าง Crazy สิ้นดีกับการที่ต้องจ่ายค่าน้ำมันทั้งๆที่บางครั้งระยะทางก็ใกล้แสนใกล้ ใช้กันทำไมไอ้รถจักรยานยนต์เนี่ย

ตัวผมเองก็ไม่ใช้มอเตอร์ไซด์ ผมก็เลยบอกเขาไปว่าสำหรับผมแล้วถ้าไปไหนมาไหนใกล้ๆแล้วหล่ะก็ผมเดินเอาครับ แต่ถ้าไกลออกไปหน่อยผมใช้รถจักรยาน ถ้าไกลมากผมถึงจะใช้รถยนต์ครับ

วันนั้นผมได้ทั้งความรู้ ทัศนคติของเขาและที่สำคัญคือได้มีความรู้ภาษาอังกฤษเพิ่มเติม สรุปแล้วมีแต่ได้ ไม่มีเสียครับ

12. ทักฝรั่งบริเวณล็อบบี้โรงแรม

ผมมีโอกาสได้ไปอบรมในโรงแรมย่านถนนมิตรไมตรีครับ ระหว่างพักผมได้นั่งพักที่บริเวณล็อบบี้ของโรงแรม มีแหม่มนั่งอยู่หนึ่งคนครับ เธออ่านหนังสืออยู่ ผมได้ Greeting เธอก่อนครับว่า

"Hello, how are you?"

เธอตอบตามมารยาทว่าสบายดี จากนั้นเราก็คุยกันเรื่อยเปื่อยครับ จำได้ว่า เธอบอกว่า

“I am from New Zealand. The county size is large as Japan. However, there are only 6 million inhabitants totally.”

13. ทักชาวฟิลิปินส์ในร้านกาแฟ

ในร้านกาแฟอยู่ในปั้มน้ำมันอย่างหนึ่ง ผมได้ยินเสียงชาวต่างชาติคุยกันอยู่โต๊ะข้างๆ ผมก็เลยร้องถามไปว่า

“Excuse me, where are you from?” 

“We are from the Philippines” 

เธอตอบ เธอสามคนเป็นคนฟิลิปินส์ทำงานเป็นครูสอนหนังสือให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการครับ เธอสามคนน่ารักมากครับเราคุยกันอยู่พักหนึ่งและเราต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน เธอบอกผมว่าภาษาอังกฤษของผมดีมาก แต่ผมว่ายังคงต้องพัฒนาอีกมากครับ สิ่งที่ภูมิใจคือ ผมกล้าที่จะถาม กล้าที่พูด ซึ่งถ้าหลายๆคนกล้าพูด กล้าคุยแล้วหล่ะก็ คนไทยคงพัฒนาภาษาอังกฤษไปได้ไกลกว่าทุกวันนี้แน่นอนครับ

14. พูดกับตัวเองในกระจก ไม่ได้บ้าหรอกนะ

ผมพูดกับตัวเองในกระจกครับ พูดไปผมก็สังเกตุตัวเองว่าท่าทาง ลักษณะของเราเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าถ้าเราคุยกับคนอื่นเขาก็จะเห็นเราเช่นตอนนี้นี่แหล่ะ ประโยชน์ที่ผมได้ทันทีเลยคือพัฒนาการพูดครับ

ผมมีข้อคิดเปรียบเทียบในการพัฒนาการเรียนภาษาอังกฤษอยู่หนึ่งอย่าง คือ

การเรียนภาษาอังกฤษทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน เปรียบเสมือนกับเรากำลังหัดว่ายน้ำ(Swimming)หรือถีบรถจักรยาน(To pedal a bicycle)ครับ เราต้องลงมือทำด้วยครับ(Learning by doing) ถ้าเรามัวแต่ยืนดูเขาว่ายอยู่อย่างเดียว ดีใจที่เขาทำได้ ไอ้เรารึก็อยากทำได้อย่างเขาเช่นกัน แต่เราไม่เคยได้ลงสระว่ายน้ำสักครั้งเดียว ไม่เคยสัมผัสกับขอบสระเลย แล้วเมื่อไหร่จะสามารถว่ายข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งได้ซะทีหล่ะครับ

การพูดภาษาอังกฤษก็คล้ายๆกับการว่ายน้ำนั่นแหล่ะครับ ผมไม่เคยรีรอที่จะทำในสิ่งที่ผมได้คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีแล้ว เช่นการเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ ผมเริ่มคิดอยากจะเรียนในเย็นวันเสาร์ เช้าวันอาทิตย์ผมไปสมัครเรียนทันทีเลยครับ

15. ใช้โทรศัพท์บันทึกพูดลงวีดิโอ

ผมหัดพูดภาษาอังกฤษและใช้โทรศัพท์บันทึกไว้ จากนั้นนำมาเปิดดู สิ่งที่ผมทำนี้อยู่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เห็นว่าภาษาของเราเป็นอย่างไร มีสิ่งใดต้องแก้ไข ประโยคต่างๆ ลักษณะการพูดถูกต้องเพียงใด

16. เวลาอาบน้ำเป็นช่วงเวลาดีฝึกพูดภาษา

ช่วงเวลาที่ผมอาบน้ำ ผมก็จะหัดพูดภาษาอังกฤษไปด้วย พูดดังๆแข่งกับเสียงน้ำจากฝักบัวเลยครับ ผมเข้าใจว่าวิธีนี้ก็ไม่เลวเลยที่จะช่วยพัฒนาภาษาให้เป็นเร็วมากยิ่งขึ้นครับ เพราะว่าเราไม่ได้รู้สึกว่าจะมีใครได้ยิน ไม่ต้องกลัวว่าจะพูดผิดพูดถูก เพราะว่าเราอยู่คนเดียวไงครับ อีกอย่างหนึ่งคือช่วงเวลาที่เราอาบน้ำเป็นช่วงที่รู้สึกผ่อนคลาย สมองปลอดโปร่ง ดังนั้นน่าจะรับสิ่งที่เราป้อนให้และซึมซับเข้าไปในห้วงลึกของความจำได้เป็นอย่างดี

17. พูดตามพนักงานอ่านข่าวภาษาอังกฤษ

เวลาที่ผมดูข่าวทางทีวีหรือฟังทางวิทยุก็ตาม ผมพยายามที่จะพูดตามเขา เพราะว่าโดยปกติเขาจะพูดเร็ว อ่านข่าวรวดเร็ว คล่องแคล่ว ชัดเจน ถ้าเราสามารถพูดตามได้ พูดทันเขาก็จะเป็นการดีในการพัฒนาภาษาอังกฤษให้มีขีดความสามารถมากขึ้น

18. อาสาพาญี่ปุ่นเที่ยว(Day trip)

ครั้งหนึ่งผมรับปากกับฝรั่งคนหนึ่งที่จะแวะมาเมืองไทยเป็นประจำและพักในโรงแรมที่ผมทำงานเป็น Front desk อยู่แห่งหนึ่งย่านสุขุมวิทซอย 8 ครั้งนั้นเขาได้พาเพื่อนชาวญี่ปุ่นมาด้วยหนึ่งคน เขาให้ผมพาสาวสวยชาวญี่ปุ่นเที่ยวในตอนกลางวัน ตอนนั้นผมทำงานช่วงกะกลางคืน กลางวันถ้าพอมีแรงก็พอจะพาเธอเที่ยวได้ ด้วยความเชื่อที่ว่าเราพูดภาษาอังกฤษได้ เราจึงกล้าที่จะพาเธอไป

วันนั้นผมได้พาเธอไปหลายที่ครับ แต่ที่พอจะจำได้แม่นหน่อยคือพาเธอข้ามฟากไปเที่ยวชมวัดอรุณราชวรารามครับ(Watarun ratchawararam) ขณะที่พา Miss Yuki นั่งเรือข้ามฟากอยู่นั้น เธอเห็นแมลงสาบเกาะอยู่ตรงกราบเรือด้านในที่เธอนั่งอยู่พอดี เธอใช้เท้ากระทืบมันอย่างแรงเลยครับ ผมจึงบอกเธอว่า

"Don’t do like that, Thai girl will never kill the cockroach. She will just sit politely. Never lift up her leg as you do now."

เธอก็ทำท่างงอ่ะนะ เธอคงไม่เข้าใจภาษาอังกฤษที่เป็นแบบงูๆปลาๆของผมที่พยายามอธิบายเธออยู่หรือว่าเธอมึนว่าหญิงไทยจะเรียบร้อยอะไรปานนั้นเลยหรือ

19. ขับรถพาสาวเดนมาร์กไปวัด

มีชาวต่างชาติมารักษาตัวอยู่บ้านเราครับ เธอบอกกับผมว่าการนั่งสมาธิหน่ะเป็นการช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยของเธอได้ด้วย เพราะว่าคุณหมอของเธอบอกมา (โอ้โฮ้! ดอกเตอร์ซีกตะวันตก[Eastern]ยังแนะนำเลยว่าวิถีพุทธของเรานี่แหล่ะมีดีหลายอย่าง แม้กระทั่งช่วยบรรเทาอาการปวดต่างๆได้ด้วย) ผมพาเธอไปวัดแห่งหนึ่งแถวๆจังหวัดสมุทรปราการครับ เป็นวัดที่ติดทะเล อากาศเย็นสบาย ได้พูดได้ใช้ภาษาอังกฤษในสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป ช่วยพัฒนาได้เยอะทีเดียวเลยครับ

20. เลือกทำงานแผนกที่ใช้ภาษาอังกฤษ

คุณจะเชื่อหรือไม่ครับว่าเมื่อก่อนที่ผมได้ทำงานกับบริษัทที่มีชื่อเสียงที่เป็นของชาวต่างชาติที่มาเปิดบริษัทในบ้านเรานั้น ผมเลือกทำงานในแผนกที่ติดต่อกับต่างประเทศครับ ผมอยู่แผนกจัดซื้อบ้าง(Purchasing) แผนกคลังสินค้าบ้าง(Warehouse) ฝ่ายขายบ้าง (Sales division)

บางครั้งมีการแบ่งงานกันภายในแผนกรับผิดชอบลูกค้าในประเทศบ้าง ต่างประเทศบ้าง ผมจะเลือกดูแลลูกค้าต่างประเทศครับ

ยอมรับว่าค่อนข้างเหนื่อยครับ เพราะต้อง Chat, e-mail, โทรศัพท์ ในการติดต่อสื่อสารกัน อีกอย่างหนึ่งที่เป็นอุปสรรคอย่างมากคือเวลาที่ไม่ตรงกันนี่แหล่ะครับ บางวันผมต้องอยู่บริษัทถึงเที่ยงคืนเพื่อรอคุยกับลูกค้าประเทศบราซิล ตุรกี เป็นต้นครับ (เป็นไงครับ อินเตอร์ซะไม่มี...)

สำหรับคู่ค้าแถบเอเชียเราก็สามารถตัดปัญหาเรื่องความเหลื่อมของเวลาออกไปได้ แต่จะมีปัญหาอย่างอื่นที่แตกต่างออกไปเช่น ความกดดัน การติดต่อที่ไม่ต่อเนื่อง การติดตามสินค้าอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ผมเคยไปเยี่ยมลูกค้าที่ประเทศมาเลเชีย วันนั้นผมโดนลูกค้าขู่ว่าถ้าคุณไม่รับปากว่าจะส่งสินค้าให้ตามที่ขอแล้วหล่ะก็ ผมไม่ได้กลับประเทศไทยแน่ เขาได้บอก รปภ.ไว้เรียบร้อยว่าไม่ให้ Mr. Michael leng ออกนอกประตูบริษัทเด็ดขาด เอ้า! เอาเข้าไป แต่มีทางเลือกอีกทางหนึ่งคือถ้าจะกลับก็ต้องยอมเซ็นชื่อยอมจ่ายค่าเคลม(Claim) เป็นเงินประมาณ 100,000 ริงกิตครับ OMG!

งานทุกอย่างที่มีภาษาอังกฤษ ผมไม่ปฏิเสธครับ มีลูกค้าต่างประเทศมาเยี่ยมชมโรงงาน ผมก็รับผิดชอบในการนำเสนอความเป็นมาและข้อมูลของบริษัทให้ลูกค้าฟัง(Company profile presentation) ผมว่ามันท้าทายและเทห์ไม่ใช่หยอกเลยนะคุณ

21. ใช้ภาษาอังกฤษกับพนักงานร้านสะดวกซื้อ

ผมเคยซื้อถุงยางอนามัยเป็นภาษาอังกฤษในร้านสดวกซื้อที่ทันสมัย(Modern minimart) ผมถามพนักงานขายด้วยน้ำปกติว่า

“ที่ร้านมี “Condom”ขายไหมครับ? ปรากฏว่าคุณเธอถามผมกลับมาว่า
“อะไรคือ “คอนด้อม” ? ผมงี้อายเลยครับ เพราะไม่อยากพูดคำว่า “ถุงยางอนามัย” หน่ะครับ ผมอายครับ ถึงแม้เขาจะมีโฆษณารณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยด้วยสโลแกน(Slogan)โฆษณาที่ว่า อย่าอาย อย่าคิดไปเอง“ยืดอกพกถุง”ก็ตามที ตามความรู้สึกของผมระหว่างคำว่า “คอนด้อม” กับ “ถุงยางอนามัย” ผมว่าผมกล้าที่จะพูดคำว่า “คอนด้อม”(Condom)มากกว่าคำว่า “ถุงยางอนามัย” ครับ หรือท่านว่าไง (ไม่รู้สิ ไม่เคยใช้ น่าน...)

ผมก็เลยตอบเธอไปว่า “ถุงยางอนามัย” ขอรับกระผม…คนก็เยอะ เราหรือก็อาย เฮ้อ! อุตส่าห์พยายามใช้ภาษาอังกฤษเพื่อที่ว่าจะได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ซักหน่อย เธอกลับไม่ทราบคำแปลซะอีก ฮึฮึ (คงไม่ต้องบอกนะครับว่าเป็นร้านอะไร) เพราะผมซื้อหลายร้านครับ รวมทั้งร้านขายยาด้วย น่าแปลกเหมือนกันที่เภสัชกร(pharmacist)ที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมา แต่ยังมีบางท่านไม่เข้าใจคำว่า “Condom” ก็มีนะครับ เอ! หรือว่าเป็นเภสัชฯตัวปลอมกันหล่ะหว่า

22. ขันอาสาพาฝรั่งส่งพัทยา

ผมมีรถเก่ามาก ก ก....อยู่คันหนึ่งครับ นานแล้วครับ วันนั้นผมทราบว่าฝรั่งคนหนึ่งที่ผมรู้จักจะเดินทางไปตีกอล์ฟแถวๆพัทยาครับ ผมอยากได้ทั้งตังค์ค่ารถกับได้คุยภาษาอังกฤษและได้ Take care คนรู้จักกัน ผมก็เลยรับอาสาพาไปส่งเองครับ

ระหว่างช่วงถนนบางนา-ตราด แถวๆ อ. บางบ่อ ผมได้จอดรถเพื่อตรวจหม้อน้ำรถยนต์ครับ แต่ความรู้เรื่องรถน้อยมากครับ วันนั้นผมเปิดฝาของหม้อน้ำขณะที่เครื่องกำลังร้อนฉ่าอยู่เลยครับ น้ำพรุ่งพรวดเข้าใส่ผมจนหมดหม้อเลยครับ โชคดีที่น้ำร้อนๆมันโดนบริเวณหัวไหล่ด้านขวาครับ ไม่โดนบริเวณใบหน้า วันนั้นผมกระโดดลงคลองน้ำที่อยู่ริมถนนแทบไม่ทันเพราะว่ามันร้อนมาก พอขึ้นจากน้ำได้ แกะเอาต้นผักบุ้งและเศษต้นไม้ใบหญ้าออกหมดแล้ว

Mr. Rambert นั่งอยู่ด้านหลังรถตกอกตกใจ ถามผมว่า "What happened?" ไม่พงไม่เพ็นแล้วครับ ดูเอาเองเถอะคุณแรมเบอร์ต ผมเปียกมะรอกมะแรกไปทั้งตัว

ผมพองไปหมดเลยครับตรงบ่าด้านขวาและมีแผลเป็นมาจนทุกวันนี้

นี่แหล่ะ Adventure สุดๆ ผมทุลักทุเลขับรถไปส่ง Mr. Rambert จนถึงพัทยาโดยสวัสดิภาพครับ แต่ตัวต้องแปะผ้าก๊อซไปนานหลายวันเลยหล่ะค รั บ บ บ...

23. ติดต่อเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์

ชาวเยอรมันต้องการจะหาซื้อเซรามิต่างๆไปขายในประเทศเขา ผมก็อาสาพาไปครับ ดูชื่อร้านในหนังสือพิมพ์บ้าง ขึ้นแท็กซี่ไปกันครับ ไม่มีการนัดหมายเลย ไปกันดุ่มๆ พอไปถึงก็เคาะประตูเรียกเอา แต่ผมว่าโชคดีครับที่เกือบทุกร้านที่มีคนอยู่เขาจะต้อนรับเราดีมากและแนะนำร้านหรือบริษัทอื่นๆให้อีกด้วยครับ

สุดท้ายจำได้ว่าไปกันจนถึงกระทรวงพาณิชย์กันเลย ผมจำชื่อหน่วยงานไม่ได้แล้วครับ เพียงแต่คุ้นๆว่าเกี่่ยวกับส่งเสริมการส่งออกต่างประเทศอะไรประมาณนี้ครับ

ท่านลองนึกจินตภาพดูครับว่าผมมีพยายามวิ่งเข้าใส่แหล่งต่างๆเพื่อให้ได้ใช้ภาษาอังกฤษ พูดมัน ฝึกมัน อย่างไร

แล้วท่านหล่ะวิ่งหามันหรือว่าวิ่งหนีครับ?

See more:

เคล็ดลับที่ 5
เคล็ดลับที่ 6
เคล็ดลับที่ 8
เคล็ดลับที่ 9

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น